ถ้ามีสถานที่ที่เราไปนั่งร้องไห้คร่ำครวญได้เต็มที่แบบไม่ต้องแคร์ใคร ก็คงดีสินะ… เพราะบางที ถึงอยู่ท่ามกลางผู้คน แต่ถ้าใจมันอยากร้องไห้ ถึงมีคนมากมายก็ไม่อยากฝืนไว้เลย
ปัจจุบันนั้นสำคัญกว่าทุกช่วงเวลา เราหายใจด้วยอากาศจากอดีตหรืออนาคตไม่ได้เลย มีแต่อากาศปัจจุบันเท่านั้นที่ใช้หายใจได้ ขอให้เชื่อในปัจจุบัน

นี่เป็นหนังสือเล่มแรกของคุณวิรัตน์ ที่เราได้อ่าน ซึ่งเราไม่เคยรู้จักนักเขียนมาก่อนเลย แต่ตัดสินใจซื้อเพราะชื่อเรื่อง ภาพหน้าปก และคำโปรยจากร้านหนังสือ
Sad Cafe เธอ. เขา. เรา. ฉัน และสามร้อยกว่าวันในดินแดนแสนโศก เขียนโดย วิรัตน์ โตอารีย์มิตร / ภาพประกอบโดย ทรงวิทย์ สี่กิติกุล เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องเศร้าของความรักออกมาได้ไม่ถึงกับเศร้า แต่ก็ไม่ถึงกับสุข แต่เป็นภาพจริงของชีวิตที่เราต่างเคยประสบพบเจอ
เราห้ามใบไม้ไม่ให้ร่วงหล่นได้หรือ? และเราเปลี่ยนสิ่งที่กำลังไกลให้กลับมาใกล้ไม่ได้หรอก บางเรื่องจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่รักในยามยากไร้ มันไม่ยอมเข้าใจเอาเสียเลย
เรื่องราวของคนอกหักสองคนที่มาเจอกัน และตัดสินใจร่วมกันเปิดร้านขายเครื่องดื่มและอาหาร ที่ไม่มีชื่อร้าน และไม่มีสิ่งใดบ่งบอกว่าร้านนี้คือ Sad Cafe โดยในร้านสร้างบรรยากาศทุกอย่างให้โศกสุด ๆ แต่ร้านนี้กลับไม่ได้ดึงดูดแต่คนเศร้าให้เข้ามา มันจึงเป็นการเยียวยาให้ความโศกค่อย ๆ จางไป…
ความรักอยู่ที่ไหน หัวใจของเราก็จะตามไปอยู่ที่นั่น และเรื่องที่ดูใหญ่โตเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะค่อย ๆ เล็กลงในเดือนหน้า และพอถึงปีหน้า น้องก็อาจไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้อีกต่อไป พี่เห็นมาเยอะ

ตัวละครหลักในเรื่องมีสองคน คือ น้าน้ำตาล และ พี่มะลิ หรือที่เค้าเรียกแทนตัวเองกันว่า ‘หุ้นส่วน’ และต่อมาก็มีตัวละครเพิ่มมาคือ พ่อครัว ชื่อ จอร์นนี่ โดยทั้งสามชื่อนี้เป็นชื่อสมมติของตัวละครที่ตั้งกันขึ้นมาเองในระหว่างการดำเนินเรื่อง
ความคิดเป็นนักเดินทางที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เราคิดเรื่องความหลังและความข้างหน้า คิดรักและคิดเกลียด คิดโศกเศร้าหรือแม้กระทั่งคิดถึง นอกจากไม่เหนื่อย ความคิดยังพาชีวิตคนเราไปไหนต่อไหนแทบตลอดเวลา บางทีความคิดก็พาเราเข้าสู่ดินแดนที่แสนอันตราย แต่เราไม่ค่อยรู้หรอกว่ามันอันตราย จนกระทั่งมีเรื่องร้าย ๆ เกิดขึ้น และความคิดถึงก็อาจพาผู้คนเข้าไปยังดินแดนแห่งนี้ได้ด้วย
การอ่าน Sad Cafe เหมือนกับเรากำลังอ่านบันทึกที่ตัวละครแต่ละตัวเขียนขึ้น บอกเล่าเหตุการณ์ในวันนั้น สิ่งที่พบเจอ สิ่งที่รู้สึก ทำให้เราเข้าถึงตัวละคร และเห็นการเติบโตของตัวละครผ่านเรื่องราวที่พวกเขาได้พบเจอ โดยธีมหลักของเรื่องก็คงหนีไม่พ้นเรื่องความรัก ซึ่งมีหลากหลายแง่มุม หลากหลายสถานการณ์ หลากหลายช่วงอายุ แต่ที่ทุกคนมีเหมือนกัน คือ ความเจ็บช้ำจากความรัก และการเยียวยาของทุกคนก็เหมือนกัน คือ ใช้เวลา…วิธีการแตกต่างกัน แต่ทุกคนล้วนใช้เวลาในการผ่านจุดนั้นไป
เขาบอกว่าโลกนี้ไม่มีเรื่องเศร้าเลย มีแต่เรื่องธรรมดา ใจเราสร้างมันขึ้นมาเอง ความเศร้าเป็นผลพวงจากความคิด, ความทรงจำ และวันเวลา เราถูกกักขังอยู่ในนั้นโดยความคิดและไม่รู้จะออกมาอย่างไร ความเศร้าก็คือการถูกลงโทษ ไม่ใช่เพราะทำผิดจึงถูกลงโทษ แต่เพราะอยู่กับปัจจุบันไม่ได้จึงถูกลงโทษ

ตัวเอกชายในเรื่อง คือ น้าน้ำตาล ชอบอ่านหนังสือและฟังเพลง ทำให้ในเรื่องมีการยกคำคมจากในหนังสือและบทเพลงที่ชอบมาเขียนอยู่ตลอดแทบทั้งเรื่อง ซึ่งนักเขียนที่เขาชื่นชอบคือ คาลิล ยิบราน และ รพินทรนาถ ฐากูร ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะ เนื้อหาโดยรวมของเรื่องไม่ใช่นิยายความรักวัยรุ่น แต่เป็นเรื่องราวของความรักที่มนุษย์ทุกคนล้วนพบเจอ ซึ่งเป็นความจริงและธรรมดาของโลก ทำให้เราเข้าในสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น ทั้งผ่านทางข้อความที่นำมาจากหนังสือของกวีเอกทั้งสอง และความคิดที่ตกผลึกของตัวละครเอง
หากเธอไม่อาจรักฉัน ที่รัก ให้อภัยความเจ็บปวดของฉันเถิด อย่าชำเลืองมองฉันจากที่ไกล ฉันจะแอบกลับไปสู่มุมของฉันและนั่งในความมืด
จากหนังสือ “คนสวน” รพินทรนาถ ฐากูร เขียน / วิภาดา กิตติโกวิท แปล / สำนักพิมพ์ มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคม
หนังสือเล่มนี้เหมาะมากกับคนที่เพิ่งอกหัก เคยอกหัก หรือเคยผ่านความเสียใจเกี่ยวกับความรักมา เพราะพออ่านแล้วก็น่าจะรู้สึกอินมาก ๆ แต่สำหรับคนที่ยังไม่เคยพานพบเรื่องราวนี้กับตัวเองก็น่าจะอ่านได้สนุก เพราะอย่างน้อย ก็ต้องมีคนรอบตัวคุณแหละ ที่เคยพบเจอกับเหตุการแบบนี้ ซึ่งก็จะทำให้เราเข้าใจพวกเขามากขึ้น
ผู้คนส่วนมากมีทุกข์ไปคนละอย่างสองอย่าง เวลาเรารู้สึกว่าชีวิตบางคนช่างน่าอิจฉา มันไม่จริงหรอก…ไม่มีชีวิตใครน่าอิจฉาเลย
ช่วงบ่าย ๆ แบบนี้ อยากรู้จัง ว่า…หัวใจจะบ่ายหน้าไปทางไหนนะ?

โลกหนาแน่นไปด้วยมวลของความโศกเศร้าที่ก่อตัวจากสารพัดความผูกพัน ทุก ๆ วินาทีของแต่ละวันจะมีผู้คนเสียใจเพราะผูกพันอยู่ตามมุมนั้นและมุมนี้ของโลก ไม่มีหรอก–หนึ่งวินาทีที่ไม่มีใครสักคนเสียใจเลย แล้วน้ำตาก็ไม่เคยขาดสาย มันไม่ขาดสายมานานแค่ไหนก็ไม่รู้ แต่เรื่องเหล่านี้ย่อมดำเนินต่อไป ตราบเท่าที่เรายังต้องผูกพัน
Soul Reading Rating:
