Happiness. Simple as a glass of chocolate or tortuous as the heart. Bitter. Sweet. Alive.
Joanne Harris, CHOCOLAT
วันนี้ลองชาซองที่เล็งไว้ตั้งแต่แรก นั่นคือ Honey Lemon

ส่วนตัวเราชอบชามะนาวอยู่แล้ว แต่เวลาไปดื่มตามร้านข้างนอก ก็ไม่เคยได้ดั่งใจสักที คงเพราะไม่ได้แวะร้านชาที่ดี ๆ สักเท่าไหร่ ร้านส่วนใหญ่ก็จะชงเป็นชาซอง รึลิปตัน คราวนี้เลยได้โอกาสลองแบบที่ใฝ่ฝันมานาน กับชามะนาวที่มาในรูปแบบมะนาวอบแห้งกับน้ำผึ้ง ตื่นเต้นเลย!

พอเทน้ำร้อนลงไปแล้วทิ้งไว้สักพัก น้ำชาจะออกสีเหลืองขึ้น เพราะสีจากน้ำผึ้งและเลมอนออกมาผสมกัน ตอนยกขึ้นมาจะลองจิบ ก็จะได้กลิ่นน้ำผึ้งอ่อน ๆ และกลิ่นเลมอน ฟินไปเลย
จิบแรกจะได้รสชาติหวานของน้ำผึ้งแบบกำลังพอดี พอกลืนลงไปจะได้ความเปรี้ยวของเลมอน สดชื่นและชุ่มคอดีมาก ๆ อันนี้ถูกใจเราสุด ๆ ซึ่งความรู้สึกของรสชาติ Sweet and Sour นี้ ทำให้เรานึกถึงหนังสือเรื่อง CHOCOLAT ของ Joanne Harris

เราได้ดูหนังก่อนที่จะอ่านหนังสือ ซึ่งเป็นหนังที่นำแสดงโดย Juliette Binoche และ Johnny Depp ซึ่งเราดูแล้วประทับใจมาก ๆ จนต้องไปซื้อหนังสือมาอ่านเลย
เราชอบการที่ฉากหลังของเรื่องเป็นเมืองเล็ก ๆ ในฝรั่งเศส ไม่ได้มีตัวละครเยอะแยะมากมาย มันทำให้ดูเข้าถึงง่าย และอบอุ่น ซึ่งแน่นอนว่าในหนังสือย่อมมีรายละเอียดมากกว่าในหนังแน่นอน เราเลยไม่ผิดหวังที่ไปซื้อหนังสือมา

ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ จะให้ความรู้สึกเหมือนกำลังแอบอ่านไดอารี่ของใครสักคน ได้รู้เรื่องราวชีวิตของผู้คนผ่านสายตาของเจ้าของไดอารี่ ซึ่งคนเขียนก็คือ ลูกสาวของตัวเอกหญิงในเรื่องนั่นเอง อีกอย่างที่ชอบสำหรับ CHOCOLAT คือ มีความเป็น feminine แต่ไม่ดูแข็งกร้าว
หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเราดื่มชามะนาวแล้วนึกถึงเรื่องนี้ได้ ทั้ง ๆ ที่จากชื่อเรื่องแล้วมันต้องหวานมาก ๆ สิ… แต่บางอย่างก็ไม่ได้จำเป็นว่าต้องเป็นแบบที่เห็นนี่จริงไหม
เรื่องนี้แม้ว่าตัวเอกหญิงจะเปิดร้านช๊อคโกแลต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเธอจะหอมหวานเหมือนขนมของเธอ โดยเฉพาะการที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เดินทางมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองเล็ก ๆ ของฝรั่งเศส ที่นอกจากจะต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพแล้ว ยังต้องต่อสู้กับความเชื่อที่สุดโต่งของบาทหลวงจากโบสถ์ที่อยู่ตรงข้าม ว่าเธอเป็นผู้นำความผิดบาปมาสู่พวกเรา โดยการใช้ขนมหวานพวกนั้นเป็นเครื่องมือ ซึ่งอ่านไปก็นึกขำ แต่ถ้าเป็นในยุคนั้นคงขำไม่ออก เพราะมันก็มีความเชื่อจริง ๆ ว่า ช๊อคโกแลตหรือขนมหวานต่าง ๆ เป็นของซาตาน เพื่อนำมาล่อลวงให้เราทำผิดศีลธรรม
The battle of good and evil reduced to a fat woman standing in front of a chocolate shop, saying, Will I? Won’t I? in pitiful indecision.
ถ้ายังนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นไปได้ยังไง ให้นึกถึงเรื่อง Hansel and Gretel ของ The Brothers Grimm ที่ถูกทิ้งไว้ในป่า แล้วไปเจอกับบ้านขนมหวานที่มีแม่มดอยู่ ซึ่งนิทานเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1812 ทำให้เห็นภาพได้ไม่ยากว่านี่คือความเชื่อที่วนเวียนอยู่มานมนาน จากการใช้ขนมหวานเป็นสัญลักษณ์ของการหลอกลวง ทำให้เกิดความลุ่มหลง เพราะพอหลงไปกินขนมหวาน ก็โดนแม่มดหลอกไป ซึ่งแม่มดก็คือสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย หรือซาตานนั่นเอง
ออกนอกเรื่องไปเยอะเลย แหะ ๆ … ใครที่ยังไม่เคยอ่าน รึดูหนังเรื่องนี้ ก็ลองหาดูหาอ่านกันนะคะ ได้อรรถรสกันคนละแบบ แต่ดีเหมือนกัน ซึ่งเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความดี และ คุณค่าของคน ไม่สามารถตัดสินจากสิ่งที่คุณเห็นภายนอกและการมโนไปเองได้ และความทุกข์ใด ๆ ล้วนซ่อมได้ด้วยช๊อคโกแลต 😉
The process of giving is without limits.
Soul reader rating:
